วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2551

Attitude & Answer



ในห้องประชุมที่เริ่มมีการเอาความคิดในแต่ละมุมมองของแต่ละคนออกมาวางบนโต๊ะ
จริงๆ ฉันชอบบรรยากาศการประชุม ที่มีการแบ่งปันความคิดและทัศนคติแบบนี้
หากแต่ไม่บังเอิญว่า ฉันต้องนั่งอยู่ในห้องประชุมที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ
อยู่ไปนานๆ เริ่มคิดว่าตัวเอง และคนอื่นๆ อาจจะเคยเป็นไอติมมาก่อน
เพราะคนเรา ไม่น่าต้องอยู่ในการแช่แข็ง เหมือนกลัวจะละลายขนาดนี้
และที่สำคัญ ฉันทนทำหน้าเหมือนไอติมอยู่ในห้องนี้มาเกิน 2 ชั่วโมงแล้ว
ต่อให้มันเป็นเรื่องน่าสนใจขนาดไหน
ก็อดไม่ได้ ที่จะแอบหยิบสมุดมาวาดรูปเล่น แทนการจดบันทึกแบบที่ควรจะเป็น
และแอบเคาะแป้นคีย์บอร์ดโน๊ตบุ้ค พิมพ์นั่นพิมพ์นี่ไปพลางๆ
จากวินาทีนี้ คิดเป็นภาพย้อนหลังไปยังจุดเริ่มต้นการประชุม
เหตุผลเดียวที่ทำให้การประชุมยืดเยื้อ และเหมือนจับใจความสำคัญอะไรไม่ได้
เป็นเพราะ เราต้องการคำตอบที่ดีที่สุด สำหรับประเด็นนี้
แต่จะทำอย่างไรได้
ในเมื่อมีการถามความเห็นจากทุกคน
๑๐ คน ก็อาจจะได้มา ๑๐ คำตอบ ดีไม่ดี หนึ่งคนอาจจะมีหลายคำตอบในตัวเองเข้าไปอีก
แล้วจะสรุปอย่างไรได้

คำว่า Choice หรือตัวเลือก (ขออภัยที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ แค่อยากให้รู้ว่าในที่ประชุม มักจะพูดคำเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ...ไม่รู้ทำไม) ถูกหยิบยกออกมาอ้างถึง อย่างฟุ่มเฟือย เหมือนของไร้ค่า

นั่งพิมพ์มาจนถึงบรรทัดนี้
หันไปมองรอบๆ โต๊ะ ก็พบว่า หลายๆ คนในที่ประชุม เริ่มส่งอาการเอียน และเลี่ยนกับการบริโภค Choice เสียเต็มประดา
(ใจนึง ก็แอบดีใจ ว่าไม่ได้เป็นคนเดียวที่เหลวไหล ณ ที่นี้)
โชคดีที่มีคนเริ่มรับรู้ถึงบรรยากาศดังกล่าว
และเริ่มส่งสัญญาณว่า เราควรจบการประชุมเรื่องนี้ แต่เพียงเท่านี้

เดินออกจากห้องประชุมมานั่งนิ่งๆ
พยายามสลัดตัวเลือกมากมายที่ติดตัวออกมาจากห้องนั้นไปบ้าง
ฉันไม่รู้ว่าอะไร คือ คำตอบที่ถูกต้อง สำหรับเรื่องดังกล่าว
และไม่รู้ว่าจะหามันมาได้อย่างไรด้วยซ้ำ
...

บางครั้ง ฉันรู้สึก ชีวิต ไม่ใช่สมการเลขคณิต ที่จะต้องมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
Choice ทั้งหมดที่ทุกคนโยนใส่กัน ใช่ว่า จะมีข้อเดียวที่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด
เพราะมันไม่มีสูตรคำนวนตายตัว ใช่ว่าจะมีการมาเฉลยคำตอบหลังสอบเสร็จเสียเมื่อไหร่
หลายครั้ง ที่รู้สึก...
ทำไมเราจึงเสียเวลาไปกับการหาคำตอบที่ถูกต้องให้กับชีวิตมากมายนัก...
...

เหตุการณ์บางอย่างในชีวิต ทำให้เราต้องตั้งคำถามขึ้นมาบ่อยครั้ง
ความผิดหวัง – เสียใจ...ทำให้คนเราเกิดความกังขา สงสัย
ตั้งคำถามขึ้นมามากมาย
และยังต้องการคำตอบเอาไว้ปลอบใจตัวเองให้หยุดความฟุ้งซ่าน และไม่เข้าใจชีวิต
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
ทำไมต้องเกิดขึ้นกับเรา?
ทำไมคนนั้น ถึงทำแบบนี้ – ทำไมคนนี้ ถึงทำแบบนั้น?

.
.
.
ฉันกลับมองว่า
บางที คำตอบที่ถูกต้องที่สุดจริงๆ ในชีวิตอาจจะไม่มี
หรือมี ก็อาจจะไม่ได้สำคัญไปกว่า วิธีการที่เราคิด และทัศนคติ
(ในที่ประชุมเรียกว่า Attitude) ที่เรามีต่อเรื่องนั้นๆ สักเท่าไร
เพราะคำตอบที่ถูก ย่อมไม่น่าจะมาจากวิธีการคิดที่ผิด
และทัศนคติที่ดี ย่อมน่าจะพาเราไปหาคำตอบที่ดีๆ ให้กับคำถามเหล่านั้นได้

Choice หรือตัวเลือกมากมายที่ทุกคนเอาออกมากองรวมกันบนโต๊ะ
หากมองว่าชีวิต ไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เพียงข้อเดียวแล้ว
หากเราให้ความสำคัญต่อทัศนคติที่มีต่อเรื่องนั้นๆ มากกว่าการพยายามหาคำตอบมาตอบโจทย์ในชีวิต
เราอาจจะได้คำตอบที่ดีๆ หลายข้อ ไม่ว่ามันจะถูกที่สุดหรือไม่ก็ตาม
และ บ า ง ที...
ทัศนคติที่ถูกต้องต่อเรื่องนั้นๆ ต่างหาก ที่จะช่วยตอบคำถามชีวิตของเราได้
แบบไม่ต้องรอการเฉลย หลังตรวจข้อสอบ.

วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2551

แผล



เวลาเป็นแผล
มันคงมีช่วง Peak ของมันอยู่ไม่กี่ช่วง
ครั้งแรก คงเป็นวินาทีแรกที่แผลมาเกิดขึ้นกับตัวใหม่ๆ
เจ็บ...และตื่นเต้นอยู่กับมันไปซักระยะ
คอยเฝ้าดู...ว่าเวลาทำให้แผลดีขึ้นในแต่ละวันๆ จริงมั้ย?
.
.
.
จนไม่นาน เราก็อาจจะเริ่มลืมเลือนมันไป...
มารู้สึกตัวอีกทีวันที่แผลตกสะเก็ด

นึกถึงตอนเด็กๆ เวลาเป็นแผล
แม่จะบอกว่า พอมันแห้ง ก็อย่าไปแกะไปเกา
ปล่อยให้มันหลุด และหายไปเอง...
แต่จะมีซักกี่ครั้งที่ทำได้

ความเจ็บกลับมาอีกครั้ง
เมื่อเผลอเอามือไปแกะแผลนั่น
เลือดที่ออก...ทำให้รู้ว่า แผลยังไม่หายเสียหน่อย (เราเข้าใจผิดไปเอง)

จนถึงตอนนี้พฤติกรรมของเรา และวัฏจักรของการเป็นแผลไม่เคยเปลี่ยน
ยังมีช่วงที่ "เผลอ" ปล่อยให้มีอะไรมาสะกิดแผลที่เหมือนจะหาย...แต่ยังไม่
เลือดยังออก...ใจยังเจ็บ
เจ็บใจที่ทำไมไม่ปล่อยให้แผลหายไปเองตามเวลา...

ความฝัน...ไม่มีขา

วันหยุดสงกรานต์ 4 วัน กำลังจะผ่านไป
สิ่งเดียวที่พอจะให้รู้สึกภูมิใจในตัวเองอยู่บ้าง คือ
เราอ่านหนังสือของ "นิ้วกลม" จบไปเล่มนึง

"โตเกียวไม่มีขา"
หนังสือเล่มแรกของนิ้วกลม ที่เราซื้อมาเมื่อหลายปีก่อน
และตลอดมา เราพยายามทำตัวเป็นแฟนหนังสือที่ดี
ด้วยการตามเก็บผลงานการเขียนของเค้าให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้
ไม่ว่าจะได้อ่านตอนนั้น...หรือตอนไหน ก็ตามที

ตอนท้ายเล่ม
พี่นิ้วกลมบอกประมาณว่า ไม่ใช่แค่โตเกียวหรอก ที่ไม่มีขา
ความฝัน ก็ไม่มีขาเหมือนกัน
ถ้ามัวแต่มองหาฝัน ไม่เริ่มเดิน(ทาง)ออกไปหามัน
ความฝันจะต่อขา แล้ววิ่งดุ๊กๆ เข้ามาหาเราเอง...ก็คงไม่ใช่

...

เวลามองเห็นวันที่บนปฏิทิน
เรามักรู้สึก สำนึก และบ่นพึมพำในใจเบาๆ ทุกครั้ง
"วันที่...แล้วเหรอเนี่ย???"

แล้วความรู้สึกนั้น ก็หมดไปในไม่กี่นาทีต่อมา
เพียงเพื่อจะรู้สึกอีกครั้ง
เมื่อเรามองปฏิทินในวันถัดไป...

เวลาไม่เคยพอ
โลกของเวลาที่เดินทางคู่ขนานกับเราเหมือนแบ่งออกเป็น 2 เส้น
เส้นแรก-มีหน้าที่ การงาน และสิ่งที่ต้องทำเรียงรายยาวเป็นหางว่าว
เราอยากให้เวลาในแต่ละชั่วโมง แต่ละวันมันยาวนานกว่านี้
เส้นที่สอง-มีความเหงา ความเจ็บปวดซ่อนอยู่
เวลาในเส้นนั้น ช่างเดินช้าจนแทบรอให้ผ่านแต่ละวันไปไม่ไหว
.
.
.
สี่วันหยุดที่กำลังจะหมดไป
นั่งคิด...มีงานชิ้นไหนคืบหน้าไปบ้าง อย่างที่อยากให้เป็น
ได้คำตอบว่า ไม่มีเลย
งานไม่เดิน เลยแม้แต่น้อย

อืมมม...ไม่ใช่แค่โตเกียว และความฝันหรอกที่ไม่มีขา